เริ่มต้นธุรกิจด้วยเทคโนโลยี: วิธีทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตด้วยเทคโนโลยี
อยากให้ธุรกิจของคุณโตขึ้นแบบก้าวกระโดด? พลังของเทคโนโลยีคือกุญแจสำคัญครับ การนำเอาเครื่องมือและแนวคิดทางเทคโนโลยีมาปรับใช้กับธุรกิจ ไม่ว่าขนาดเล็กหรือใหญ่ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่ง ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น และเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้อย่างไม่จำกัด บทความนี้จะพาไปดูกันว่าเราจะเริ่มต้นและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อผลักดันธุรกิจของเราได้อย่างไรบ้าง
ก่อนจะกระโดดเข้าสู่โลกของเทคโนโลยี เราต้องเข้าใจก่อนว่าเทคโนโลยีนั้นไม่ใช่แค่ “ของเล่น” ใหม่ๆ แต่เป็นเครื่องมือที่ต้องตอบโจทย์ธุรกิจของเราจริงๆ ครับ การเลือกใช้เทคโนโลยีที่ผิดประเภทเปรียบเหมือนการซื้อเครื่องมือมาแล้วใช้ผิดงาน เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา
1.1 ทำความเข้าใจเป้าหมายทางธุรกิจ
อะไรคือปัญหาที่คุณอยากแก้? ลองลิสต์ดูครับว่าตอนนี้ธุรกิจเราติดขัดตรงไหน เช่น การจัดการสต็อกไม่ดี การสื่อสารกับลูกค้าไม่ทั่วถึง การผลิตล่าช้า การตลาดไม่เข้าเป้า หรือการบริหารจัดการภายในที่ซับซ้อน
อะไรคือสิ่งที่คุณอยากให้ดีขึ้น? ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น ต้องการเพิ่มยอดขาย 20% ใน 6 เดือน, ลดต้นทุนการผลิต 15%, หรือเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าให้ถึง 90%
ใครคือกลุ่มลูกค้าของคุณ? เข้าใจพฤติกรรม ความต้องการ และช่องทางที่พวกเขาใช้งาน จะช่วยให้เราเลือกเทคโนโลยีที่ตรงจุด
1.2 ประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน
คุณมีทรัพยากรอะไรบ้าง? ดูจากงบประมาณ, ทีมงานที่มี, ความพร้อมด้านเทคนิค, และโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่
เทคโนโลยีที่คุณใช้อยู่มีอะไรบ้าง? อาจจะใช้โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป, ระบบ POS, หรือแม้แต่ Excel ก็ถือเป็นเทคโนโลยีอย่างหนึ่ง การประเมินนี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมและจุดที่ต้องอัปเกรด
คู่แข่งของคุณใช้เทคโนโลยีอะไร? การศึกษาคู่แข่งไม่ใช่เพื่อลอกเลียนแบบ แต่เพื่อดูแนวโน้มและโอกาสที่เราอาจมองข้ามไป
การเริ่มต้นธุรกิจด้วยเทคโนโลยีเป็นแนวทางที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่ช่วยให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากคุณต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างโรงงานและการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาธุรกิจ สามารถอ่านบทความที่เกี่ยวข้องได้ที่ ที่นี่
2. เครื่องมือพื้นฐาน: เทคโนโลยีที่ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องมี
ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะอยู่ในอุตสาหกรรมไหน มีเทคโนโลยีพื้นฐานบางอย่างที่ช่วยยกระดับการทำงานได้แทบจะทันที ถ้ายังไม่ได้ใช้ แนะนำให้ลองพิจารณาดูครับ
2.1 การสื่อสารและการทำงานร่วมกัน
แพลตฟอร์มการสื่อสารภายใน: การมีเครื่องมือที่ทำให้ทีมสื่อสารกันได้รวดเร็วและเป็นระบบ เป็นสิ่งสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็น Slack, Microsoft Teams, หรือ Line ในเวอร์ชันธุรกิจ ช่วยลดการส่งอีเมลที่อาจตกหล่น และทำให้การแจ้งข่าวสารหรือการถามตอบทำได้ทันที
เครื่องมือจัดการโปรเจกต์: สำหรับทีมที่ทำงานเป็นโปรเจกต์ การมีเครื่องมืออย่าง Trello, Asana, หรือ Monday.com ช่วยให้เห็นภาพรวมของงานที่ต้องทำ ใครรับผิดชอบอะไร กำหนดเวลา และความคืบหน้า ช่วยให้งานไม่ติดขัดและส่งมอบตรงเวลา
การจัดเก็บและแชร์ไฟล์แบบคลาวด์: Google Drive, Dropbox, OneDrive ทำให้การเข้าถึงเอกสารสำคัญทำได้ทุกที่ทุกเวลา และง่ายต่อการแชร์กับทีมงานหรือลูกค้า ลดปัญหาการส่งไฟล์อีเมลขนาดใหญ่ หรือการเก็บไฟล์ไว้คนเดียว
2.2 การตลาดและการขาย
เว็บไซต์ของธุรกิจ: ในยุคนี้ การมีเว็บไซต์เป็นเหมือนหน้าร้านออนไลน์ที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับลูกค้า ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ และเป็นช่องทางในการนำเสนอสินค้า/บริการ
โซเชียลมีเดีย: การเลือกใช้แพลตฟอร์มที่ตรงกับกลุ่มลูกค้า เช่น Facebook, Instagram, LINE OA, TikTok การโพสต์เนื้อหาที่น่าสนใจ การตอบโต้กับลูกค้า และการใช้เครื่องมือโฆษณาบนโซเชียล ช่วยเพิ่มการรับรู้และเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ
ระบบ CRM (Customer Relationship Management): เป็นมากกว่าสมุดรายชื่อลูกค้า ช่วยจัดการข้อมูลลูกค้า ประวัติการซื้อขาย การโต้ตอบต่างๆ ทำให้เราเข้าใจลูกค้าแต่ละรายได้ดียิ่งขึ้น นำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและการขายที่ตรงจุดมากขึ้น
2.3 การจัดการธุรกิจและการเงิน
โปรแกรมบัญชีออนไลน์: ช่วยบันทึกรายรับรายจ่าย จัดการใบเสนอราคา ใบกำกับภาษี และจัดทำรายงานทางการเงิน ช่วยให้การจัดการบัญชีเป็นเรื่องง่าย ลดข้อผิดพลาด และเห็นภาพรวมสถานะทางการเงินของธุรกิจได้ตลอดเวลา เช่น FlowAccount, Peak, Express
ระบบ Point of Sale (POS): สำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้าน เช่น ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก ระบบ POS ช่วยจัดการการขาย การรับชำระเงิน การออกใบเสร็จ การตัดสต็อก และการดูรายงานการขาย ช่วยให้การดำเนินงานหน้าร้านมีประสิทธิภาพมากขึ้น
3. ก้าวสู่ขั้นสูง: เทคโนโลยีที่ช่วยเร่งการเติบโต
เมื่อธุรกิจเริ่มมีความเสถียร และมีเครื่องมือพื้นฐานที่พร้อมแล้ว เราสามารถมองหาเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งอาจต้องมีการลงทุนทั้งเงินและความรู้ แต่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาว
3.1 การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics)
ทำไมข้อมูลจึงสำคัญ? ข้อมูลคือทองคำชิ้นใหม่ของธุรกิจ การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างถูกต้อง จะช่วยให้เราเห็น Insight ที่ซ่อนอยู่ นำไปสู่การตัดสินใจที่แม่นยำขึ้น
การเก็บข้อมูลจากแหล่งต่างๆ: ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการขาย ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลการตลาดบนโซเชียล ข้อมูลการเข้าชมเว็บไซต์ การรวบรวมข้อมูลเหล่านี้มาไว้ด้วยกันเป็นสิ่งสำคัญ
เครื่องมือช่วยวิเคราะห์:
Google Analytics: สำหรับเว็บไซต์ ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมผู้เข้าชม แหล่งที่มาของการเข้าชม หน้าที่ได้รับความนิยม
เครื่องมือ BI (Business Intelligence) แบบง่าย: เช่น Google Data Studio (ตอนนี้คือ Looker Studio) ที่สามารถเชื่อมต่อกับแหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อสร้าง Dashboard รายงานภาพรวมที่เข้าใจง่าย
การใช้ AI ช่วยวิเคราะห์: ในบางกรณี อาจมีการนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อหา Pattern หรือการคาดการณ์แนวโน้ม
3.2 ระบบอัตโนมัติ (Automation)
ลดภาระงานซ้ำๆ: งานบางอย่างทำซ้ำไปซ้ำมา ใช้เวลา และมีโอกาสผิดพลาด ลองดูว่ามีงานไหนบ้างที่เราสามารถทำให้เป็นอัตโนมัติได้
ตัวอย่างการทำ Automation:
การตลาดอัตโนมัติ (Marketing Automation): การส่งอีเมลต้อนรับลูกค้าใหม่, การส่งอีเมลตามพฤติกรรมลูกค้า (เช่น ลูกค้าที่เคยดูสินค้า A แต่อาจจะยังไม่ซื้อ อาจจะส่งโปรโมชั่นที่เกี่ยวข้องไปให้), การโพสต์เนื้อหาบนโซเชียลมีเดียตามตารางเวลา
Automation ในการบริการลูกค้า: การใช้ Chatbot ตอบคำถามพื้นฐานของลูกค้าบนเว็บไซต์หรือ LINE OA ช่วยลดภาระพนักงานและให้บริการลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง
Automation ในกระบวนการภายใน: การแจ้งเตือนเมื่อสต็อกใกล้หมด, การอนุมัติเอกสารแบบอัตโนมัติตามเงื่อนไขที่กำหนด
3.3 Cloud Computing
ความยืดหยุ่นและปรับขนาดได้: การใช้บริการ Cloud Computing เช่น Amazon Web Services (AWS), Google Cloud Platform (GCP), Microsoft Azure ช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องลงทุนซื้อ Server จำนวนมาก สามารถปรับขนาดการใช้ทรัพยากรได้ตามความต้องการ
ลดต้นทุนและเพิ่มความปลอดภัย: ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา Hardware และมักมีการรักษาความปลอดภัยในระดับสูง
การเข้าถึงจากทุกที่: พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลและแอปพลิเคชันได้จากทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต เพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน
4. การนำไปใช้และการเปลี่ยนแปลง: ก้าวข้ามกำแพงทางเทคนิค
การมีเทคโนโลยีที่ดี แต่ถ้าทีมงานไม่พร้อม หรือกระบวนการทำงานไม่ปรับเปลี่ยน ก็ยากที่จะเห็นผลลัพธ์ การนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมาพร้อมกับการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่ดี
4.1 การฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร
ลงทุนในคน: พนักงานคือหัวใจสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาใช้ ต้องมีการฝึกอบรมให้พวกเขาเข้าใจและใช้งานเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว
สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้: ส่งเสริมให้พนักงานเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ และพร้อมที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา
ให้โอกาสในการทดลอง: อนุญาตให้พนักงานได้ทดลองใช้เครื่องมือใหม่ๆ ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย
4.2 การปรับปรุงกระบวนการทำงาน (Process Re-engineering)
อย่าแค่เอาเทคโนโลยีมาแทนที่วิธีเดิม: การนำเทคโนโลยีมาใช้อาจหมายถึงการที่ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานเดิมๆ ทั้งหมด เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยี
แผนผังกระบวนการ (Process Mapping): ลองวาดภาพกระบวนการทำงานปัจจุบันและกระบวนการที่คาดหวังหลังจากนำเทคโนโลยีมาใช้
นำร่อง (Pilot Testing): อาจจะเริ่มทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่กับทีมเล็กๆ หรือโครงการนำร่องก่อน เพื่อประเมินผลและปรับปรุง ก่อนขยายผลไปยังทั้งองค์กร
4.3 การวัดผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
ตัวชี้วัดผลสำเร็จ (Key Performance Indicators – KPIs): กำหนด KPI ที่ชัดเจนเพื่อวัดผลว่าเทคโนโลยีที่นำมาใช้ช่วยให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่
การเก็บ Feedback: รับฟังความคิดเห็นจากพนักงานและลูกค้า เกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยี
การปรับปรุง: โลกของเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมาก การหยุดนิ่งหมายถึงการตามหลัง เราต้องพร้อมที่จะปรับปรุงและพัฒนาระบบอยู่เสมอ
การเริ่มต้นธุรกิจด้วยเทคโนโลยีเป็นแนวทางที่น่าสนใจและมีศักยภาพสูงในยุคปัจจุบัน หากคุณต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับขั้นตอนที่สำคัญในการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความที่เกี่ยวข้องที่มีชื่อว่า 5 ขั้นตอนต้องรู้ก่อนเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยให้คุณมีแนวทางที่ชัดเจนในการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. การรักษาความปลอดภัย: ป้องกันภัยคุกคามในโลกดิจิทัล
ปี
จำนวนธุรกิจที่เริ่มต้น
ยอดเงินลงทุน (ล้านบาท)
จำนวนงานที่สร้าง
2560
5,000
10,000
20,000
2561
6,000
12,000
25,000
2562
7,000
15,000
30,000
เมื่อธุรกิจของเราต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน การละเลยเรื่องนี้อาจนำมาซึ่งความเสียหายร้ายแรง
5.1 การป้องกันข้อมูลสำคัญ
การสำรองข้อมูล (Data Backup): สำรองข้อมูลสำคัญอย่างสม่ำเสมอ และเก็บสำเนาไว้ในที่ปลอดภัย (เช่น Cloud Storage หรือ Hard Drive ภายนอก) หากข้อมูลต้นฉบับเสียหาย จะมีข้อมูลสำรองกู้คืนได้
การเข้ารหัสข้อมูล (Data Encryption): ใช้การเข้ารหัสสำหรับข้อมูลที่ละเอียดอ่อน หรือข้อมูลที่ส่งผ่านเครือข่าย เพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
การจำกัดสิทธิ์การเข้าถึง (Access Control): กำหนดสิทธิ์ให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลได้เฉพาะเท่าที่จำเป็นต่อการทำงานเท่านั้น ไม่ควรให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดได้
5.2 การป้องกันมัลแวร์และไวรัส
ติดตั้งโปรแกรม Antivirus/Antimalware: ติดตั้งโปรแกรมที่น่าเชื่อถือบนอุปกรณ์ทุกเครื่อง และอัปเดตอยู่เสมอ
การอัปเดตระบบปฏิบัติการและโปรแกรม: การอัปเดตเหล่านี้มักมีการแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่สำคัญ
การระมัดระวัง Phishing: ให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับภัย Phishing (อีเมลหรือข้อความหลอกลวงที่พยายามขอข้อมูลส่วนตัวหรือรหัสผ่าน) และคำแนะนำในการตรวจสอบอีเมลที่น่าสงสัย
5.3 นโยบายความปลอดภัย
สร้างนโยบายการใช้งานที่ชัดเจน: กำหนดกฎเกณฑ์สำหรับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล, การตั้งรหัสผ่าน, การใช้อินเทอร์เน็ต, และการรับส่งข้อมูล
การฝึกอบรมพนักงาน: ทบทวนเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้พนักงานอย่างสม่ำเสมอ
6. มองไปข้างหน้า: เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่อาจส่งผลต่อธุรกิจของคุณ
โลกของเทคโนโลยีกำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การจับตามองเทรนด์ใหม่ๆ จะช่วยให้ธุรกิจของเราพร้อมรับมือและคว้าโอกาสอยู่เสมอ
6.1 ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) และ Machine Learning (ML)
VIDEO
AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป: AI กำลังเข้ามามีบทบาทในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง, การทำงานอัตโนมัติที่ซับซ้อน, การสร้างเนื้อหา, หรือแม้แต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
โอกาสสำหรับธุรกิจ: การใช้ AI ช่วยในด้านการคาดการณ์ความต้องการของลูกค้า, การปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้า, การค้นหาข้อมูลเชิงลึกที่ซับซ้อน, หรือการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต
6.2 Internet of Things (IoT)
อุปกรณ์อัจฉริยะที่เชื่อมต่อกัน: IoT คือการนำอุปกรณ์ต่างๆ มาเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต เพื่อเก็บและแลกเปลี่ยนข้อมูล
การประยุกต์ใช้ในธุรกิจ:
การผลิต: เซ็นเซอร์ตรวจจับความผิดปกติของเครื่องจักร, การบริหารจัดการพลังงาน
คลังสินค้า: การติดตามสต็อกแบบเรียลไทม์, การบริหารจัดการอุณหภูมิ
การบริการลูกค้า: อุปกรณ์อัจฉริยะที่ช่วยในการบริการ เช่น เครื่องปรับอากาศที่เรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้
6.3 Blockchain
มากกว่าแค่สกุลเงินดิจิทัล: Blockchain คือเทคโนโลยีการบันทึกข้อมูลแบบกระจายศูนย์ที่ปลอดภัยและโปร่งใส
การประยุกต์ใช้ในธุรกิจ:
ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain): การติดตามสินค้าตั้งแต่แหล่งผลิตจนถึงมือผู้บริโภค ช่วยให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับได้
การจัดการเอกสาร: การจัดเก็บเอกสารสำคัญอย่างปลอดภัย
การทำสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contracts): การทำข้อตกลงที่สามารถบังคับใช้ตัวเองได้อัตโนมัติเมื่อเงื่อนไขครบถ้วน
สรุป
การเริ่มต้นธุรกิจด้วยเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิดครับ เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจธุรกิจของเราเองก่อน ว่าต้องการอะไร และเทคโนโลยีแบบไหนที่จะช่วยตอบโจทย์นั้นได้ จากนั้นค่อยๆ นำเครื่องมือพื้นฐานมาปรับใช้ และเมื่อพร้อมก็ก้าวไปสู่เทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้น สิ่งสำคัญคือการไม่หยุดเรียนรู้ ปรับตัว และมองหาโอกาสใหม่ๆ อยู่เสมอ เทคโนโลยีมีศักยภาพมหาศาลที่จะเป็นตัวเร่งให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืนครับ
FAQs
1. ธุรกิจด้วยเทคโนโลยีคืออะไร?
ธุรกิจด้วยเทคโนโลยีคือการใช้เทคโนโลยีในการสร้างและพัฒนาธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความสะดวกสบายให้กับลูกค้า
2. การเริ่มต้นธุรกิจด้วยเทคโนโลยีมีขั้นตอนอะไรบ้าง?
ขั้นตอนการเริ่มต้นธุรกิจด้วยเทคโนโลยีประกอบด้วยการวางแผนธุรกิจ การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม การพัฒนาซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชั่น การทดสอบและปรับปรุง และการตลาดธุรกิจ
3. ทำไมธุรกิจด้วยเทคโนโลยีถึงมีความสำคัญ?
ธุรกิจด้วยเทคโนโลยีมีความสำคัญเพราะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน และสร้างความสะดวกสบายให้กับลูกค้า ทำให้ธุรกิจมีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้น
4. ธุรกิจด้วยเทคโนโลยีมีความเสี่ยงอะไรบ้าง?
ธุรกิจด้วยเทคโนโลยีมีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล การเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง และการปรับตัวให้ทันสถานการณ์เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
5. ธุรกิจด้วยเทคโนโลยีมีโอกาสทางธุรกิจอย่างไรบ้าง?
ธุรกิจด้วยเทคโนโลยีมีโอกาสทางธุรกิจในการสร้างรายได้จากการให้บริการออนไลน์ การพัฒนาซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชั่น และการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่